|
บทสรุปผู้บริหาร
ผลการประเมินผล
โครงการสร้างภูมิคุ้มกันตามแนวชายแดน ประจำปี 2550
|
| |
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน
ร่วมกับ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนดุสิต ดำเนินการประเมินผลโครงการสร้างภูมิคุ้มกันตามแนว
ชายแดนประจำปี 2550
จากผลการประเมินโครงการสร้างภูมิคุ้มกันตามแนวชายแดน ประจำปี 2550 โดยทำการเก็บข้อมูล
ภาค 1 สระแก้ว จันทบุรี
ประจวบคีรีขันธ์ ตราด
ภาค 2 หนองคาย นครพนม อำนาจเจริญ
ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ภาค 3
ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ภาค
4 ชุมพร สตูล สงขลา (ปัตตานี ยะลา ไม่สามารถลง
พื้นที่ ในแต่ละหมู่บ้านได้ แต่ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกลุ่มกับผู้แทนชุมชน)
จำนวนหมู่บ้าน 65 หมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง 1,220 ตัวอย่าง
จากภาพรวมของการประเมินผลโครงการสร้างภูมิคุ้มกันตามแนวชายแดน
พบว่า หมู่บ้านที่เข้าไปดำเนินโครงการ มีปัญหามากที่สุดคือ ความยากจน
การ
ไม่มีอาชีพเสริมหลังการเก็บเกี่ยว ปัญหายาเสพติด ปัญหาการไม่มีงานทำของวัยทำงาน
ปัญหาสภาพความเป็นอยู่ของชุมชน เช่น เส้นทางการคมนาคม ไฟฟ้า น้ำประปา
โดยในภาค 1 ภาค 2 และ ภาค 3 ปัญหาที่มีมากที่สุด คือ ความยากจนและการไม่มีอีพเสริมหลังการเก็บเกี่ยว
ส่วนในภาค 4 ปัญหาความยากจนกับ ปัญหาเรื่องเส้นทาง
คมนาคม เป็นปัญหาที่สำคัญ จะเห็นว่า ปัญหาส่วนใหญ่ของชุมชนตามแนวชายแดนเป็นปัญหาเรื่องสภาพความเป็นอยู่
ซึ่งปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาพรวมของ
หมู่บ้านยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการแก้ไข และอยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการแก้ไข
กิจกรรมที่ชุดเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการมากที่สุด
คือ การพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ในหมู่บ้าน มากที่สุด โดยกิจกรรมที่ทำเป็นการมุ่งเน้นที่การปรับปรุง
พัฒนาพื้นที่สภาพความเป็นอยู่โดยรอบ และ การให้ความรู้และแนะนำแนวทางการประกอบอาชีพ
การพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในครอบครัว รวมทั้งการสร้างความ
สามัคคีให้เกิดขึ้นภายในชุมชนด้วย การดำเนินกิจกรรมของชุดเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่
จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นใน
ชุมชนนั้นๆ เช่นในภาค 2 กิจกรรมที่ดำเนินมากที่สุดคือ การรณรงค์และอบรมเกี่ยวกับยาเสพติด
และ ภาคที่ 3 กิจกรรมที่ทำคือ การทำปุ๋ย หรือ โรงเรือนปุ๋ยหมัก
การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของชุมชน
พบว่า โดยส่วนใหญ่แล้วผู้นำชุมชนจะเป็นผู้ทำหน้าที่รวมกลุ่มชาวบ้านที่เกี่ยวข้อง
เข้าประชุมเพื่อระดมความ
คิดเห็น ร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือ การรวมกลุ่มเพื่อดำเนินกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งของหมู่บ้าน
โดยวิธีการดำเนินการคือ เรียกประชุมคนในหมู่บ้าน หรือ การทำ
ประชาคมหมู่บ้าน
ประชาชนเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม
การร่วมกันคิดร่วมกันแก้ไขปัญหาของชุมชนหรือหมู่บ้าน
การร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามความ
เหมาะสม โดยหากมีการรวมตัวเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนโดยมีผู้ใหญ่บ้าน
หรือ หน่วยงานในท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการรับรู้และช่วยแก้ไขปัญหา
แต่
อย่างไรก็ตาม การรวมกลุ่มกันภายในชุมชนอาจมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องช่วงเวลาในการรวมกลุ่ม
การเข้าร่วมกลุ่มของคนในชุมชนอาจจะเข้าร่วม
ไม่ครบทุกครัวเรือน ทั้งนี้ เนื่องจากเวลาในช่วงกลางวัน
คนในชุมชนต้องออกไปประกอบอาชีพในช่วงเวลาเช้าถึงเย็น ทำให้การรวมกลุ่มทั้งชุมชนเป็นไปได้ยาก
บาง
ชุมชนมีผู้แทนในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของหมู่บ้าน แต่อย่างไรก็ตาม
ทุกคนในชุมชนควรเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน แม้ว่าจะไม่ครอบคลุมทุก
กิจกรรม
กิจกรรมที่ได้มีการจัดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนที่ทุกภาคจะทำมากที่สุด
คือ การจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่บ้าน ต่อจากการสร้างความ
สามัคคี การจัดให้มีประชาคมหมู่บ้าน การสร้างความเข้าใจในการดูแล
ปกป้อง และเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอย ู่
ความปลอดภัยของคนใน
ชุมชน การดำเนินกิจกรรมส่วนใหญ่จำเป็นต้องอาศัยความสามัคคี ความร่วมมือกันของคนในชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งชุมชน
เพราะไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรม หรือแม้
จะแก้ปัญหาของชุมชนในเรื่องใดก็ตาม ก็จะสามารถร่วมแรงร่วมใจและก่อให้เกิดผลสำเร็จได้
ซึ่งในเรื่องนี้ ชุมชนมีความเข้าใจและตระหนักเป็นอย่างดี
แต่ทั้งนี้ บาง
ชุมชนอาจยังคงมีปัญหาความขัดแย้งกันอยู่ระหว่างกลุ่มบ้างแต่คงเป็นส่วนน้อย
ซึ่งคงจะมีแนวทางในการดำเนินการแก้ไขต่อไป ส่วนกิจกรรมอื่นๆ
ที่เกิดขึ้นในชุมชน
ต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลายของกิจกรรม เช่น การอบรม การเฝ้าระวัง
การสอนเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง การแนะนำความรู้ด้านการเกษตร
การปลูกผัก เลี้ยงปลา
ทำอาชีพเสริม หรือ แม้กระทั้งการให้ความรู้ในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตและการพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชน
ด้านคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน
การดำเนินงานของชุดปฏิบัติการโดยการถ่ายทอดความรู้ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนปัญหาอื่นๆ มีเพียงแต่ปัญหาด้านการคมนาคม เรื่องระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ชุมชนชายแดนยังไม่ได้รับความสะดวกสบายมากเท่าที่
ควร และการมีงานทำหรือ อาชีพเสริมหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ประชาชนยังคาดหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากหน่วยงาน
หรือ ชุดปฏิบัติการ
จากการดำเนินโครงการยังทำให้ประชาชนมีความตระหนักต่อปัญหาของชุมชน
ทั้งปัญหาเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ การมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา
และปกป้องทรัพยากร ความมั่นคงของประเทศ อันเนื่องมาจากปัญหาการลักลอบเข้าเมือง
ปัญหาการช่วยเหลือผู้กระทำผิด
ความตระหนักในความเป็นไทย
จากโครงการฯ มีการส่งเสริมและสอนให้คนในชุมชนมีความเป็นไทย ให้ความสำคัญและมีการใช้ภาษาท้องถิ่น
รวมทั้ง
การดำเนินชีวิตตามวิถีความเป็นไทย ยึดวัฒนธรรมประเพณีของไทยเป็นหลักรวมถึงเห็นความสำคัญของวัฒนธรรมท้องถิ่น
ความพึงพอใจต่อกิจกรรมหรือสิ่งที่เจ้าหน้าที่ชุดสันตินิมิต
(สตม.) เข้าให้คำแนะนำ/ความรู้หรือ คำปรึกษา ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาได้รับประโยชน์
อยู่ใน
ระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.92) ส่วนความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ชุดในภาพรวม
อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.02)
ปัญหาที่ชุมชนมีความต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลือเพื่อทำให้ความเป็นอยู่ของชุมชนดีขึ้น
คือ อยากให้มีการส่งเสริมอาชีพแก่
ชุมชนเพื่อเป็นการสร้างรายได้ มีงานทำตลอดอยากให้รัฐช่วยออกเอกสารสิทธิ์ที่ทำกิน/ที่อยู่อาศัยให้ชาวบ้านโดยเร็ว
เร่งแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาหนี้สิน อยากให้
ช่วยปรับปรุงเส้นทางคมนาคมภายในหมู่บ้าน การให้ความสำคัญกับการปราบปรามปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง
มีชุดเจ้าหน้าที่เข้ามาอยู่ในบ้าน สนับสนุนด้านงบ
ประมาณในการพัฒนาความเป็นอยู่ในด้านต่างๆ ให้กับหมู่บ้าน
กิจกรรมต่างๆ
ตามโครงการสร้างภูมิคุ้มกันตามแนวชายแดน พบว่า การดำเนินกิจกรรมโครงการต่างๆ
ต้องขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและสภาพแวดล้อมของ
ชุมชนนั้นๆ ชุดเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปดำเนินการเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหา
และสามารถช่วยในการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับหน่วยงาน
ภาครัฐ ในท้องถิ่นในการที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนนั้นๆ ได้ ขณะที่สภาพปัญหาของชุมชนแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน
ระดับปัญหาของชุมชนมีความเร่งด่วน
สำคัญที่แตกต่างกัน บางชุมชนมีปัญหาเรื่องยาเสพติด บางชุมชนมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน
บางชุมชนมีปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อย การบุกรุกที่ บางชุมชนมุ่งเน้นปัญหาที่
เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของตนเองและคนในชุมชนเป็นหลัก ดังนั้น การดำเนินโครงการแม้ว่าจะมุ่งเน้นเพื่อการสร้างภูมิคุ้มกันตามแนวชายแดน
ควรตระหนักถึงสภาพ
ปัญหาสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนต่างๆ รวมทั้งสิ่งที่จะสามารถทำให้ชุดเจ้าหน้าที่สามารถทำให้สอดคล้องได้
คือ แนวทางการดำเนินงาน สื่อวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ
ต่างๆ ที่จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมโครงการ และงบประมาณในการดำเนินกิจกรรม
ความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ในด้านต่างๆ ที่มีความหลากหลายพอที่จะสามารถ
เข้าไปถ่ายทอดให้ความรู้กับชุมชนได้
แนวทางการพัฒนาโครงการสร้างภูมิคุ้มกันตามแนวชายแดน
ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ชุมชนได้ประโยชน์สูงสุดจากการดำเนินกิจกรรม
ต่างๆ ของโครงการ คือ
1.
ควรเพิ่มระยะเวลาในการเข้าดำเนินกิจกรรมภายในชุมชนหรือหมู่บ้าน
ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเนื่องจากสภาพปัญหาต่างๆ
ในหมู่บ้าน ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น (1 ปี ตามระยะเวลาของโครงการ)
ทั้งนี้สอดคล้องกับการประเมินผลเมื่อปี 2548 และ 2549 ที่ทั้งเจ้าหน้าที่และ
ชุมชนต่างต้องกันให้เพิ่มระยะเวลาในการเข้าปฏิบัติงาน
ในส่วนของชุมชนเห็นว่าระยะเวลาที่เข้ามานั้นสั้นเกินไป การดำเนินกิจกรรมต่างๆ
เมื่อเสร็จสิ้น จึงขาดการ
ติดตามผล และเมื่อมีการเปลี่ยนชุดปฏิบัติการ ทำให้ไม่สามารถสานงานหรือกิจกรรมเดิมได้
ชุดใหม่ที่เข้าไปก็จะต้องเริ่มดำเนินโครงการใหม่
2.
การอบรมให้ความรู้ในด้านต่างๆ เช่น ด้านกสิกรรม เกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์
ด้านอาชีพอื่น ๆ อาทิเช่น ความรู้เกี่ยวกับการนำทรัพยากร
ธรรมชาติ
หรือวัตถุดิบในท้องถิ่นมาทำการแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น
การทำน้ำยาล้างจาน การผลิตจักรสาน หรือ ความรู้ใหม่ๆ ที่สามารถนำไปให้ความรู้
ให้คำแนะนำกับ
ชุมชนได้ เพราะชุมชนคาดหวังว่า หน่วยงานภาครัฐ ที่เข้าไปให้ในพื้นที่
ควรที่จะมีความรู้ ความสามารถในการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้
3.
ควรมีการสนับสนุนและส่งเสริม หรือ การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่น
กับ ชุดเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน. โดยการจัดให้มี
เจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการฯ ซึ่งในระดับท้องถิ่นเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้อง
และสามารถปฏิบัติงาน หรือ สามารถตัดสินใจ แก้ไข
หรือ แม้ให้คำปรึกษา คำแนะนำในระดับท้องถิ่น
โดยรูปแบบการทำงานเป็นไปในลักษณะการทำงานแบบมีส่วนร่วม
และทำงานเป็นเครือข่ายในระดับท้องถิ่น จะ
สามารถทำให้การพัฒนา การแก้ไขปัญหาต่างๆ ดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.
การจัดสรรวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ควรจัดให้มีความเหมาะสมในระดับพื้นที่
รวมทั้งจำนวนบุคลากรควรมีความสอดคล้องกับลักษณะและข้อ
จำกัดของพื้นที่
5.
ควรนำวิทยากรที่มีความรู้ในด้านต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการกิจกรรมต่างๆ
ในแต่ละพื้นที่ |
|