| |
|
บทสรุปผู้บริหาร
ผลการประเมินผล
โครงการจัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด (ชพส) 2550
|
|
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน
ร่วมกับ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนดุสิต ดำเนินการประเมินผลโครงการจัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็ง
เอาชนะยาเสพติด (ชพส.) ประจำปี 2550
จากผลการประเมินโครงการจัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด
(ชพส.) ประจำปี 2550 ได้ทำการประเมินหมู่บ้านจำนวนทั้งสิ้น 102 หมู่บ้าน
จำนวนกลุ่มเป้าหมาย 2,426 คน ภาค
1 ตราด สระแก้ว จันทบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์
ภาค 2 เลย หนองคาย นครพนม
อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์
ภาค 3 ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย
พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และ ภาค 4 ระนอง ทำการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่
8 - 24 สิงหาคม 2550 สรุปผลการประเมินได้ดังนี้
จากผลการประเมินหมู่บ้านในโครงการจัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติดที่มุ่งเน้นการลดปัญหา
ป้องกัน และเสริมสร้างให้ชุมชนมีความ
เข้มแข็ง สามารถป้องกันปัญหายาเสพติดที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านได้
โดยจากผลการประเมินพบว่า สถานการณ์ปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านเมื่อเทียบกับปีที่แล้วพบว่า
ปัญหา
ยาเสพติดในหมู่บ้านลดลง และบางส่วนไม่พบปัญหายาเสพติดภายในหมู่บ้าน ส่วนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ
เพื่อรณรงค์และให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเข้มแข็ง
ในการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหายาเสพติด โดยได้จัดกิจกรรมทั้งการอบรม
ให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาและโทษของยาเสพติด การจัดกิจกรรมส่งเสริมอื่นๆ
เช่น การเล่น
กีฬาเพื่อต่อต้านยาเสพติด การส่งเสริมให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม รู้จักการเฝ้าระวังปัญหา
ขณะเดียวกัน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่นอกจากการเข้าไปช่วยแก้ไข ให้ความรู้
สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดแล้ว ยังสามารถให้ความช่วยเหลือกับชุมชนในด้านอื่นๆ
ที่จะเป็นส่วนผลักดันให้ชุมชนได้เกิดการรวมตัว เกิดความสามัคคี
และ
เห็น ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน รวมทั้งยังให้ความรู้กับชุมชนในด้านอาชีพอื่นๆ
เพิ่มเติมอีกด้วย
การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อกิจกรรมของชุมชน
พบว่า คนในชุมชนส่วนใหญ่จะมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมของชุมชน
และเห็นความสำคัญต่อ
การดำเนินกิจกรรมของชุมชนเป็นไปตามอัตภาพของการดำเนินชีวิตของตนเองและของคนในชุมชน
กล่าวคือ การเข้าร่วมกิจกรรม การมีส่วนร่วมในการคิดหาสาเหตุของ
ปัญหา การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนซึ่งสามารถเข้าร่วมได้หากไม่กระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตหรือ
การประกอบอาชีพของชุมชนเอง
ชุมชนเห็นความสำคัญ
ของการมีส่วนร่วมและการเข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการฯ เพราะทำให้เยาวชนและคนในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา
ยาเสพติด รวมทั้งรู้ถึงวิธีการที่จะป้องกันบุตรหลาน รวมทั้งคนในชุมชนให้พ้นจากยาเสพติดได้
ระดับความตระหนักถึงความสำคัญต่อปัญหายาเสพติด
พบว่า คนในชุมชนทุกภาค กอ.รมน. มีความตระหนักถึงความสำคัญอยู่ในระดับสูงมาก
เกินร้อยละ
90 ทุกกลุ่มจะเห็นได้ว่า ปัญหายาเสพติดที่เกิดขึ้นในชุมชนเห็นว่า เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง
ความปลอดภัยของคนในชุมชน และประเทศ เป็นปัญหาที่ร้ายแรง
และ เห็นว่าการมีส่วนร่วมของคนทุกคนจะสามารถช่วยลดปัญหายาเสพติดได้
ความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานและกิจกรรมโครงการฯ
โดยรวม พบว่า ภาพรวมมีความ พึงพอใจอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.23 จากคะแนนเต็ม
5) และ
เมื่อเทียบเป็นคะแนนความพึงพอใจชุดปฏิบัติการอยู่ในระดับมากเช่นกัน
(คะแนนเต็ม 10 ได้ 8.58 คะแนน เทียบเป็นร้อยละ 85.80) โดยมีสิ่งที่ชุมชนมีความประทับใจ
มากที่สุด คือ การจัดอบรมหรือแนะนำให้คำปรึกษาให้ความรู้แก่ชาวบ้าน
การเข้าถึงชุมชนได้เป็นอย่างดี การให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ช่วยแก้ไขปัญหาให้ชุมชนได้
และชุมชนรู้สึกปลอดภัยที่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลความเป็นอยู่ในหมู่บ้าน
ชุดปฏิบัติการสามารถดำเนินกิจกรรมตามโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และสามารถทำกิจกรรมที่ถือได้ว่าเป็นส่วนเพิ่มเติมจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ
ปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นกิจกรรมหลัก เพื่อสนองตอบความต้องการและความคาดหวังของชุมชนในด้านอื่นๆ
ได้
ส่วนสิ่งที่ต้องการให้โครงการและเจ้าหน้าที่ปรับปรุง
คือ การเพิ่มการเข้าเยี่ยมดูแลหมู่บ้าน ให้มากขึ้น ควรเพิ่มการอบรมที่ให้ความรู้ด้านอาชีพ
หรือ เรื่อง
ที่เป็นประโยชน์ให้มากขึ้น และชุดที่เข้ามาควรมีการสานงานต่อจากชุดเก่าได้เพื่อจะทำให้โครงการหรือกิจกรรมเกิดความต่อเนื่องมากที่สุด
ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ
พบว่า ปัญหาที่สำคัญคือ ระยะเวลาที่เข้าไปดำเนินการมีระยะเวลาค่อนข้างสั้น
และมีอยู่อย่างจำกัด การดำเนิน
กิจกรรมเป็นไปด้วยความยาก เพราะการทำกิจกรรมต่างๆ
ต้องขึ้นอยู่กับเวลาและความสะดวกของคนในชุมชนด้วยเช่นกัน
เพราะในช่วงเวลาและช่วงที่ชุดปฏิบัติการ
เข้าไปดำเนินกิจกรรมส่วนใหญ่ จะเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยว หรือ เป็นช่วงเวลากลางวันที่คนในชุมชนต้องออกไปประกอบอาชีพของตนเอง
ดังนั้นการทำกิจกรรมบางประเภท
ผลการประเมินหมู่บ้านตามตัวชี้วัดและเกณฑ์มาตรฐาน
หมู่บ้านชุมชนเข้มแข็ง พบว่า หมู่บ้านส่วนใหญ่
มีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลาง ถึง
ระดับดี ทั้งด้านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน บทบาทผู้นำชุมชนและการรวมกลุ่ม
การแก้ไขปัญหาของชุมชน สภาพความเป็นอยู่ของครัวเรือนและชุมชน
จึงไม่
สามารถทำได้อย่างเต็มที่ การดำเนินกิจกรรมในโครงการควรมีความต่อเนื่องที่ชัดเจน
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
การเข้าไปดำเนินกิจกรรมรณรงค์
ปลูกฝัง และสร้างจิตสำนึกในเรื่องปัญหายาเสพติด รวมทั้ง การสร้างความเข้มแข็ง
และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน
ให้สามารถรวมกลุ่มเพื่อจัดการและแก้ไขปัญหาของชุมชนได้นั้น ถือว่าเป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จ
สามารถกระตุ้นและสร้างความตระหนักให้ชุมชนได้เห็นถึงความ
สำคัญของปัญหายาเสพติด การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา การเฝ้าระวังได้อย่างชัดเจน
แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เกิดขึ้น
เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ
และผู้นำชุมชนและท้องถิ่น จำเป็นที่จะต้องประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ
ในการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
นอกจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติดแล้ว
ชุมชนมีความต้องการที่จะได้รับความช่วยเหลือในด้านการอบรมเสริมความรู้
การให้การสนับสนุน
ในด้านการประกอบอาชีพ
การสร้างรายได้ รวมทั้งสิ่งที่จะสามารถช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้น
ด้วยแนวทางการพัฒนาให้เกิด
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ชุมชนได้ประโยชน์สูงสุดจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ
ของโครงการ คือ
1.
ควรเพิ่มระยะเวลาในการเข้าดำเนินกิจกรรมภายในชุมชนหรือหมู่บ้าน
ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเนื่องจากสภาพปัญหาต่างๆ
ในหมู่บ้าน ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น (1
ปี ตามระยะเวลาของโครงการ) ทั้งนี้สอดคล้องกับการประเมินผลเมื่อปี
2548 และ 2549 ทั้งเจ้าหน้าที่และ ชุมชนต่างต้องกันให้เพิ่มระยะเวลาในการเข้าปฏิบัติงาน
ในส่วนของชุมชนเห็นว่าระยะเวลาที่เข้ามานั้นสั้นเกินไป
การดำเนินกิจกรรมต่างๆ เมื่อเสร็จสิ้น จึงขาดการ
ติดตามผล และเมื่อมีการเปลี่ยนชุดปฏิบัติการ ทำให้ไม่สามารถสานงานหรือกิจกรรมเดิมได้
ชุดใหม่ที่เข้าไปก็จะต้องเริ่มดำเนินโครงการใหม่
2.
ควรมีการสนับสนุนและส่งเสริม หรือ การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่น กับ
ชุดเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน. โดยการจัดให้มี
เจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการฯ ซึ่งในระดับท้องถิ่นเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้อง
และสามารถปฏิบัติงานหรือ สามารถตัดสินใจ แก้ไข หรือ
แม้ให้คำปรึกษา คำแนะนำในระดับท้องถิ่น โดยรูปแบบการทำงานเป็นไปในลักษณะการทำงานแบบมีส่วนร่วม
และทำงานเป็นเครือข่ายในระดับท้องถิ่น จะสามารถทำ
ให้การพัฒนาการแก้ไขปัญหาต่างๆ ดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.
การเข้าร่วมกลุ่ม การจัดกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นช่วงเวลากลางวัน
ซึ่งชาวบ้านจะต้องออกไปประกอบอาชีพทำให้ในบางกิจกรรมอาจจะไม่ได้รับความ
ร่วมมือในการเข้าร่วมมากเท่าที่ควร
4.
การจัดสรรวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ควรจัดให้มีความเหมาะสมในระดับพื้นที่
รวมทั้งจำนวนบุคลากรควรมีความสอดคล้องกับลักษณะและข้อจำกัด
ของพื้นที่
5.
ควรนำวิทยากรที่มีความรู้ในด้านต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการกิจกรรมต่างๆ
ในแต่ละพื้นที่
|
|