บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

 

                   การวิจัยประเมินผลโครงการต่อสู้ความยากจนปี 2550  มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการโครงการต่อสู้ความยากจนประจำปี 2550  และ
เพื่อทราบปัญหาข้อขัดข้อง และแนวทางในการแก้ไขในการดำเนินการโครงการต่อสู้ความยากจนประจำปี 2550  ในการวิจัยการประเมินผลมีกรอบแนวความคิดที่มุ่งศึกษา
ผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่อสู้ความยากจนประจำปี 2550   โดยมีดัชนีชี้วัดการทำงาน ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ   คือ   
                         องค์ประกอบที่ 1
 มีวิถีชีวิตชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต รักและหวงแหนท้องถิ่นของตน       
                         องค์ประกอบที่ 2 
 ความร่วมมือของส่วนราชการต่างๆ  ในการแก้ไขปัญหาความยากจน
                         องค์ประกอบที่ 3 ประชาชนมีทัศนคติที่ดีต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน  
                         องค์ประกอบที่ 4  มีการจัดทำแผนแม่บทชุมชน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชน และ
                         องค์ประกอบที่ 5
ประชาชนความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน จปฐ.  
                    การวิจัยการประเมินผลโครงการต่อสู้ความยากจนประจำปี 2550   โดยการประเมินผลด้วยวิธีการจัดทำเครื่องมือเก็บข้อมูลและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสุ่ม
แจกแบบสอบถามและข้อมูล จปฐ . ตามบัญชีหมู่บ้านเป้าหมายของชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) จำนวน 111 หมู่บ้าน 50,925 ครัวเรือน   ใช้วิธีการสุ่ม 
อย่างแบบง่าย  (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากจากบัญชีครัวเรือนในแต่ละตำบล   เมื่อจับฉลากได้ครัวเรือน แล้ว   คณะผู้วิจัยได้ดำเนินเก็บข้อมูลจาก
กลุ่มตัวอย่างครัวเรือน จำนวน 889 ครัวเรือน เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยคือ แบบสอบถามและข้อมูล จปฐ. โดยแบ่งแบบสอบถามออกเป็น 2 ตอน
                         ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลส่วนบุคคล  
                         ตอนที่ 2
 เป็นข้อมูลการประเมินผลโครงการต่อสู้ความยากจน
โดยแบ่งออกเป็น 4 องค์ประกอบ คือ
                         องค์ประกอบที่ 1
ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตรักและหวงแหนท้องถิ่นของตน
                         องค์ประกอบที่ 2
ความร่วมมือของส่วนราชการในการแก้ไขปัญหาความยากจน
                         องค์ประกอบที่ 3
 ประชาชนมีทัศนคคติที่ดีต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.)
                         องค์ประกอบที่ 4
มีการจัดทำแผนแม่บทชุมชนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชน  และ
                         องค์ประกอบที่ 5 ประชาชนความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน จปฐ.
การดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติร้อยละ และค่าเฉลี่ย (Mean ) โดยวิเคราะห์ทั้งภาพรวมและจำแนกตามรายภาค

  สรุปผลการประเมิน
    องค์ประกอบที่ 1 ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต รักและหวงแหนท้องถิ่นของตน
            ชุมชนไม่มีแหล่งอบายมุข  เช่น  เหล้า  บอล  มวย  พนัน  ภายในชุมชน ร้อยละ 80.32  สำหรับชุมชนที่มีแหล่งอบายมุข ร้อยละ 19.68 ใน 1 ปีที่ผ่านมา  มีแหล่ง
อบายมุขเท่าเดิม ร้อยละ 74.29 ชุมชนมีกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ร้อยละ 50.28 คนในครัวเรือนเข้าร่วมกิจกรรม ร้อยละ 74.50 ทรัพยากรและ
สิ่งสาธารณประโยชน์ในหมู่บ้านได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพใช้งานได้บ้าง ร้อยละ 55.57 หมู่บ้านมีข้อตกลงทางสังคมในการดูแลสาธารณประโยชน์ ร้อยละ 51.07      
คนในครัวเรือนมีการปฏิบัติตามข้อตกลง ร้อยละ 51.10 สภาพแวดล้อมทางทรัพยากรของชุมชนไม่ถูกทำลาย ร้อยละ 73.00 สำหรับชุมชนที่สภาพแวดล้อมถูกทำลาย
พบว่า ใน 1 ปีที่ผ่านมาถูกทำลายเท่าเดิม ร้อยละ 58.33 ในท้องถิ่นไม่มีปัญหาภัยความมั่นคง จำนวน ร้อยละ 84.25 สำหรับท้องถิ่นที่มีภัยความมั่นคงครัวเรือน มีการ
แจ้งเบาะแสเกี่ยวกับภัยความมั่นคงให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทราบเป็นบางครั้ง ร้อยละ 54.29  เมื่อหมดฤดูกาลเพาะปลูกคนในครัวเรือนมักออกไปทำงานนอกท้องถิ่น ร้อยละ
50.28 สภาพการออกไปทำงานนอกท้องถิ่นมักออกไปเป็นประจำ ร้อยละ 75.84
          สำหรับโครงสร้างสาธารณูปโภคภายในหมู่บ้านพบว่า   สภาพถนนมีความสะดวก ร้อยละ 77.17   สภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าในหมู่บ้านมีใช้ ร้อยละ
81.78 สภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบประปามีใช้ ร้อยละ 67.83  สภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบโทรศัพท์สาธารณะมีใช้ ร้อยละ 51.75  ร ะบบโทรศัพท์พื้นฐานใน
หมู่บ้านมีใช ้ร้อยละ 27.67 ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในหมู่บ้านมีใช้ ร้อยละ 61.42
    องค์ประกอบที่ 2 ความร่วมมือของส่วนราชการในการแก้ไขปัญหาความยากจน
              ครัวเรือนไม่ได้รับคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาความยากจนจากรัฐ  ร้อยละ 55.12   สำหรับครัวเรือนที่ได้รับคำแนะนำในการแก้ไขปัญหานั้นมีความรู้สึกว่า รัฐ
ให้ความช่วยเหลือเท่าเทียมกัน ร้อยละ 79.20 ครัวเรือนไม่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาความยากจน ร้อยละ 73.34  สำหรับครัวเรือนที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหา
ความยากจนมีความเห็นว่า  รัฐไม่ให้ความใส่ใจแก่ผู้ร้องเรียน ร้อยละ 51.48  รัฐมีการช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาความยากจนของครัวเรือน ร้อยละ 54.22  วิธีที่ใช้
คือการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ
    องค์ประกอบที่ 3 ประชาชนมีทัศนคติที่ดีต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.)
              ประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน  (ชปจ.)    โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง   เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า  ข้อที่
ประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) สูงสุดคือ       ในด้านความสอดคล้องและด้านที่ประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุด
ประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) ต่ำสุด ได้แก่ ด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหาร และการมีเหตุผล เมื่อพิจารณาเป็นรายภาคพบว่า
           กอ.รมน.ภาค 1 ประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า       ด้านที่ประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.)  สูงสุดคือ  ด้านความสอดคล้อง  และด้านที่ประชาชนมีทัศนคติต่อ
เจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) ต่ำสุด ได้แก่ ด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหาร
           กอ.รมน.ภาค 2 ประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า   ด้านที่ประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) สูงสุดคือ  ด้านความโปร่งใส   และด้านที่ประชาชนมีทัศนคติต่อ
เจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) ต่ำสุดได้แก่ ด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหาร
            กอ.รมน.ภาค 3 ประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่าด้านที่ประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) สูงสุดคือ ด้านการมีส่วนร่วม และการปฏิบัติตามกฎอยู่ในระดับปานกลาง
และด้านที่ประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) ต่ำสุดได้แก่ ด้านความรับผิดชอบ
            กอ.รมน.ภาค 4 พบว่าประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.)   โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง  เมื่อพิจารณาเป็น
รายด้านพบว่า     ด้านที่ประชาชนมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) สูงสุดได้แก่       ด้านความสอดคล้องและด้านที่ประชาชนมี
ทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) ต่ำสุดได้แก่ ด้านความโปร่งใส
    องค์ประกอบที่ 4 มีการจัดทำแผนแม่บทชุมชนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชน
              หมู่บ้านมีการรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มในหมู่บ้านและชุมชน ร้อยละ 88.08 จะมีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน การจัดตั้งกลุ่มเหล่านี้คนในครัวเรือนอย่างน้อย 1 คน  เป็น
สมาชิกกลุ่ม ร้อยละ 70.50 ชุมชนมีผู้นำชุมชนที่เป็นตัวอย่างที่ดี ร้อยละ 85.49 ชุมชนมีการจัดเวทีพูดคุยเพื่อกระตุ้นให้ตระหนักในปัญหาความยากจน ร้อยละ 70.42
การสำรวจข้อมูลชุมชนเพื่อนำไปใช้ในการวางแผนแม่บทชุมชน เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ร้อยละ 58.72 ชุมชนไม่มีการวางแผนแม่บทชุมชนตามวิถีชีวิตของตน โดย
ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ ชปจ.ร้อยละ 56.35  ไม่มีการนำแผนแม่บทชุมชนที่ได้จัดทำไว้ไปใช้ ร้อยละ 50.51 ไม่มีการติดตามผลและสรุปการทำงานตามแผน
แม่บทชุมชน ร้อยละ 57.92    หมู่บ้านส่วนใหญ่ไม่มีการเผยแพร่ผลการทำงานและประกาศผลสำเร็จในการทำงานตามแผนแม่บทชุมชน ร้อยละ 56.92   มีประชาคม
หมู่บ้านเกิดขึ้น ร้อยละ 61.75 และมีศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ร้อยละ 46.68
    องค์ประกอบที่ 5 ประชาชนความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน จปฐ.
   

          หมวดที่ 1 ด้านสุขภาพดี ในปัจจัยย่อย 11 ปัจจัย  มีปัจจัยที่ผ่านเกณฑ์ 3 ปัจจัยย่อย   ได้แก่   เด็กแรกเกิดได้กินนมแม่อย่างน้อย 4 เดือน  ครัวเรือนได้กินอาหารมี
คุณภาพได้มาตรฐาน ทุกภาคสามารถปฏิบัติได้มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 90  และ  คนอายุ 35 ปีขึ้นไปได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี  ทุกภาคสามารถปฏิบัติ
ได้มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 30   ส่วนปัจจัยย่อยอื่นๆ นั้น ทุกภาคสามารถปฏิบัติได้มากกว่าร้อยละ 90   เช่นเดียวกัน     แต่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
ร้อยละ 100
          หมวดที่ 2 มีบ้านอาศัย ในปัจจัยย่อยจำนวน 8 ปัจจัย   มีปัจจัยที่ผ่านเกณฑ์ 3 ปัจจัยย่อย   ได้แก่   ครัวเรือนมีน้ำสะอาดดื่มและบริโภคตลอดปี   ครัวเรือนมีน้ำใช้
เพียงพอตลอดปี และ ครัวเรือนจัดบ้านเรือนถูกสุขลักษณะ  สำหรับภาค 3 พบว่ามีปัจจัยที่ไม่ผ่านเกณฑ์  คือ  ครัวเรือนมีน้ำสะอาดดื่มและบริโภคตลอดปี และครัวเรือน
จัดบ้านเรือนถูกสุขลักษณะ
          หมวดที่ 3 ฝักใฝ่การศึกษา ในปัจจัยย่อย จำนวน 6 ปัจจัย  มีปัจจัยที่ผ่านเกณฑ์ 1 ปัจจัย  ปัจจัยนี้ได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานไว้ที่ร้อยละ 50    ได้แก่    เด็กจบภาค
บังคับ 9 ปี ได้เรียนต่อมัธยมปลาย ส่วนปัจจัยย่อยอื่นๆนั้นทุกภาคสามารถปฏิบัติได้มากกว่า ร้อยละ 90  แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือร้อยละ 100    ยกเว้นปัจจัยย่อย
เด็กจบภาคบังคับ 9 ปี ได้ฝึกอบรมด้านอาชีพ ภาค 1 ปฏิบัติได้ร้อยละ 63.99   สำหรับภาค 2 ภาค 3 และ 4 ปฏิบัติได้มากกว่าร้อยละ70   แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ร้อยละ 80
          หมวดที่ 4 รายได้ก้าวหน้า ในปัจจัยย่อยจำนวน 3 ปัจจัย ผ่านเกณฑ์ทุกปัจจัย ได้แก่ คนอายุ 18-60 ปี มีอาชีพและมีรายได้ รายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท/
ปี/คน และครัวเรือนมีการเก็บออมเงิน ทุกภาคสามารถปฏิบัติได้มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
          หมวดที่ 5 ปลูกฝังค่านิยมไทย ในปัจจัยย่อยจำนวน 5 ปัจจัย  มีปัจจัยที่ผ่านเกณฑ์ 1 ปัจจัย   ได้แก่  คนในครัวเรือนไม่สูบบุหรี่ ทุกภาคสามารถปฏิบัติได้มากกว่า
เกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 50 ส่วนปัจจัยย่อยอื่นๆ นั้น ทุกภาคสามารถปฏิบัติได้มากกว่า ร้อยละ 90   เช่นเดียวกัน   แต่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ร้อยละ 100
          หมวดที่ 6 ร่วมใจพัฒนา ในปัจจัยย่อยจำนวน 4 ปัจจัย มีปัจจัยที่ผ่านเกณฑ์ 1 ปัจจัย  ได้แก่   ครัวเรือนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น   ทุกภาคสามารถปฏิบัติได้
มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 30  ส่วนปัจจัยย่อยอื่นๆ นั้น ทุกภาคสามารถปฏิบัติได้มากกว่าร้อยละ 90 เช่นเดียวกัน  แต่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ร้อยละ
100

    การวิเคราะห์จุดเด่น - จุดด้อย ข้อเสนอแนะด้านการปฏิบัติ และข้อเสนอแนะด้านนโยบายของ โครงการต่อสู้ความยากจนประจำปี 2550
              ผลการประเมินผลโครงการต่อสู้ความยากจนประจำปี 2550 สามารถสรุปจุดเด่น และ จุดด้อยตามองค์ประกอบ ได้ดังนี้
          จุดเด่น
           องค์ประกอบที่1 ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต รักและหวงแหนท้องถิ่นของตน
           1. ชุมชนส่วนใหญ่ไม่มีแหล่งอบายมุข ได้แก่ ต้มเหล้าเถื่อน โต๊ะบอล มวยตู้ การเล่นการพนัน เป็นต้น
           2. ชุมชนส่วนใหญ่จัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ และคนในครัวเรือนจะให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรม
           3. สภาพแวดล้อมทางทรัพยากรของชุมชนไม่ถูกทำลายเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าชุมชนยังสามารถดูแลรักษาทรัพยากรไว้ได้
           4. ชุมชนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาภัยความมั่นคง  ได้แก่  อบายมุข  การก่อการร้าย  ยาเสพติด  คนหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย  เป็นต้น  เพื่อป้องกันปัญหาภัย
                ความมั่นคงครัวเรือนจึงควรให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทราบทุกครั้ง เมื่อพบปัญหาภัยความมั่นคง
           5. ชุมชนส่วนใหญ่มีสภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค  ได้แก่  มีถนนสะดวกในชุมชน ระบบไฟฟ้า- ประปา มีใช้อย่างเพียงพอในชุมชน และมีระบบ
               โทรศัพท์เคลื่อนที่
           องค์ประกอบที่ 2 ความร่วมมือของส่วนราชการในการแก้ไขปัญหาความยากจน
         รัฐให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยกิจกรรมที่ชุมชนได้รับส่วนใหญ่มีลำดับดังนี้ การให้บริการให้คำปรึกษาแนะนำ การส่งเสริมและพัฒนา
อาชีพ การจัดฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน  และการสนับสนุนเงินทุนในการประกอบอาชีพ  ส่วนกิจกรรมที่ชุมชนได้รับน้อยมากรัฐจึงควรจัดเสริม
ให้มากขึ้น ได้แก่ การส่งเสริมพัฒนาศักยภาพส่วนบุคคล และการเพิ่มการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐและชุมชน   
           องค์ประกอบที่ 3 ประชาชนมีทัศนคติที่ดีต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.) 
           1. ในด้านการมีส่วนร่วม เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของชุมชนและเสริมสร้างความสามัคคีในท้องถิ่น
           2. ในด้านการปฏิบัติตามกฎ เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ให้ความเสมอภาคกับประชาชน โดยไม่เลือกปฏิบัติ
           3. ในด้านความโปร่งใส ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ได้ใช้สื่อชนิดต่างๆ ได้แก่ หอกระจายข่าวของหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้าน วิทยุท้องถิ่น ฯลฯ เข้ามามี
               ส่วนร่วมในการเปิดเผยข้อมูล เพื่อเป็นการกระจายข่าวสารการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทราบ
           4. ในด้านความรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. มีความพยายามอย่างมากที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน
           5. ในด้านความสอดคล้อง เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ได้มีการเรียนรู้วัฒนธรรมของชุมชนในพื้นที่เป้าหมายของตน
           6. ในด้านความเสมอภาค เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ได้พยายามสนับสนุนให้ชุมชนมีสาธารณูปโภคให้เท่าเทียมกับชุมชนอื่น
           7. ในด้านการมีเหตุผล เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามกรอบของกฎหมาย
           องค์ประกอบที่ 4 มีการจัดทำแผนแม่บทชุมชน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชน
           1. ชุมชนมีการรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มในชุมชน ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของกองทุนหมู่บ้าน และสหกรณ์ และคนในครัวเรือน ก็ให้ความสนใจในการสมัครเป็นสมาชิก
           2. ชุมชนส่วนใหญ่มีผู้นำเป็นตัวอย่างที่ดี
           3. ชุมชนมีการจัดเวทีพูดคุย เพื่อกระตุ้นให้ตระหนักในปัญหาความยากจน เช่น ปัญหารายได้ รายจ่าย หนี้สิน อบายมุข และปัญหาอื่นๆ ในชุมชน
           4. ชุมชนมีการสำรวจข้อมูลชุมชน เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนแม่บทชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน
           5. ชุมชนส่วนใหญ่จะมีประชาคมหมู่บ้านและมีศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน
           องค์ประกอบที่ 5 มาตรฐานตัวชี้วัดด้าน จปฐ.
           1.หมวดที่ 1 สุขภาพดี : เด็กแรกเกิดได้กินนมแม่อย่างน้อย 4 เดือนแรก ครัวเรือนได้กินอาหารมีคุณภาพได้มาตรฐาน และคนอายุ 35 ปีขึ้นไป   ได้รับการตรวจ
              สุขภาพประจำปี
           2. หมวดที่ 2 มีบ้านอาศัย : ครัวเรือนมีน้ำสะอาดดื่มและบริโภคตลอดปี ครัวเรือนมีน้ำใช้เพียงพอตลอดปี และครัวเรือนจัดบ้านเรือนถูกสุขลักษณะ
           3. หมวดที่ 3 ฝักใฝ่การศึกษา : เด็กจบภาคบังคับ 9 ปี ได้เรียนต่อมัธยมปลาย
           4. หมวดที่ 4 รายได้ก้าวหน้า : คนอายุ 18 - 60 ปี มีอาชีพและมีรายได้
           5. หมวดที่ 5 ปลูกฝังค่านิยมไทย : คนในครัวเรือนไม่สูบบุหรี่
           6. หมวดที่ 6 ร่วมใจพัฒนา : ครัวเรือนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น
          จุดด้อย
           องค์ประกอบที่1 ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต รักและหวงแหนท้องถิ่นของตน
           1. สิ่งสาธารณประโยชน์ในหมู่บ้านได้รับการดูแลบ้าง   ทั้งนี้เนื่องมาจากการไม่มีข้อตกลงทางสังคมในการดูแลสาธารณประโยชน์ร่วมกัน   ในส่วนของชุมชน
              ที่มีข้อตกลงคนในชุมชนก็มักไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งในความเป็นจริงนั้นชุมชนควรให้ความใส่ใจในการดูแลสิ่งสาธารณประโยชน์  โดยควรจัดทำข้อตกลงร่วมกัน
              และต้องถือปฏิบัติอย่างเข้มงวด
           2. เมื่อหมดฤดูกาลเพาะปลูกคนในครัวเรือนมักออกไปหางานทำนอกท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปเป็นประจำ นั่นหมายความว่าในชุมชนไม่มีการสร้างงาน
           3. ชุมชนยังขาดระบบโทรศัพท์พื้นฐานในหมู่บ้านและโทรศัพท์สาธารณะ แม้ในบางพื้นที่จะมีโทรศัพท์สาธารณะแต่ก็ใช้การไม่ได้ เนื่องจากขาดการดูแลรักษา
           องค์ประกอบที่ 2 ความร่วมมือของส่วนราชการในการแก้ไขปัญหาความยากจน
                ครัวเรือนส่วนใหญ่ไม่ได้รับคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาความยากจนจากรัฐ   ด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้ครัวเรือนไม่สนใจร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจาก
          รัฐเพราะร้องเรียนไปก็ไม่ได้รับความใส่ใจ สำหรับครัวเรือนที่ได้รับคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาความยากจนจากรัฐ ก็มีความรู้สึกว่ารัฐให้ความช่วยเหลืออย่าง
           เท่าเทียมกัน
           องค์ประกอบที่ 3 ประชาชนมีทัศนคติที่ดีต่อเจ้าหน้าที่ชุดประสานการแก้ไขปัญหาความยากจน (ชปจ.)
           1. ในด้านการมีส่วนร่วม เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. แม้ว่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ปัญหาของชุมชน แต่ยังขาดความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาของชุมชนให้มากขึ้น
           2. ในด้านการปฏิบัติตามกฎ เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ยังขาดความสามารถในการปฏิบัติตามกรอบของการประสานงานของโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน
           3. ในด้านความโปร่งใส แม้ว่าจะมีการใช้สื่อชนิดต่างๆ ช่วยกระจายข่าวสารข้อมูลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชุด ชปจ.  แต่ประชาชนกลับรับรู้การปฏิบัติงาน
               ของเจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. น้อยมาก ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดในการปฏิบัติงานให้ประชาชนได้รับทราบน้อยมากเช่นกัน
           4. ในด้านความรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ยังขาดความสามารถในตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และความรับผิดชอบต่อผลการตัดสินใจของตน
           5. ในด้านความสอดคล้อง ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ยังขาดการร่วมปรึกษาหารือกับตัวแทนของประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย
              และไม่นำความต้องการของส่วนรวมมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ
           6. ในด้านความเสมอภาค เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ให้ความเสมอภาคกับประชาชน  รวมถึงการให้ข้อมูลด้านการบริการทางสังคม  ได้แก่   การพัฒนาฝีมือแรงงาน
               การพัฒนาอาชีพ การบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ เป็นต้น อย่างไม่เพียงพอ
           7. ในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหาร เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ.  ยังขาดการส่งเสริมให้ชุมชนมีระบบการจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างคุ้มค่า  ขาด                 การส่งเสริมให้ใช้วัตถุดิบในชุมชนเพื่อเพิ่มผลผลิต  ขาดความร่วมมือจากชุมชนในการพัฒนากระบวนการเพิ่มผลผลิต   ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความ
                ยากจนของชุมชนได้
           8. ในด้านการมีเหตุผล เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ยังขาดความมีเหตุผลในการตัดสินใจ และไม่มีการชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจดำเนินการตามนโยบายต่างๆ ต่อชุมชน
           องค์ประกอบที่ 4 มีการจัดทำแผนแม่บทชุมชน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชน
           1. เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ยังขาดการมีส่วนร่วมในการเข้าไปช่วยชุมชนในการวางแผนแม่บท
           2. ชุมชนที่มีการจัดทำแผนแม่บท  ไม่ได้นำแผนแม่บทที่ได้จัดทำไว้ไปปฏิบัติ   ไม่มีการติดตามและสรุปผลการทำงานตามแผนแม่บทชุมชน  ตลอดจนไม่มีการ
               เผยแพร่ผลสำเร็จจากการปฏิบัติงานตามแผนแม่บทชุมชน
           องค์ประกอบที่ 5 มาตรฐานตัวชี้วัดด้าน จปฐ.
           1. หมวดที่ 1 สุขภาพดี : ครัวเรือนขาดความรู้เรื่องการใช้ยาอย่างถูกต้องเหมาะสม
           2. หมวดที่ 2 มีบ้านอาศัย : ครัวเรือนถูกรบกวนจากมลพิษ
           3. หมวดที่ 3 ฝักใฝ่การศึกษา : เด็กจบภาคบังคับ 9 ปี ไม่ได้รับการฝึกอบรมด้านอาชีพ
           4. หมวดที่ 4 รายได้ก้าวหน้า : ครัวเรือนขาดการเก็บออมเงิน
           5. หมวดที่ 5 ปลูกฝังค่านิยมไทย : ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปไม่ใส่ใจในการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา
           6. หมวดที่ 6 ร่วมใจพัฒนา : ครัวเรือนมักไม่เข้าร่วมทำกิจกรรมสาธารณะของหมู่บ้าน
    ข้อเสนอแนะด้านการปฏิบัติ
               1. ชุมชนควรมีข้อตกลงทางสังคมร่วมกันในการดูแลสาธารณประโยชน์   ข้อตกลงดังกล่าวต้องสามารถสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
โดยใช้คำสอนเรื่อง "ได้กินจากน้ำต้องรักษาน้ำ ได้กินจากป่าต้องรักษาป่า" ทั้งนี้ต้องพยายามให้ชุมชนย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้ชุมชนต้องเดือดร้อน  เพราะ
การละเลยการดูแลสาธารณประโยชน์ เช่น หากชุมชนไม่ช่วยกันดูแลแหล่งน้ำ อาจทำให้ไม่มีน้ำประปาหมู่บ้านใช้อย่างเพียงพอ
           2. ชุมชนควรร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ สร้างงานในหมู่บ้าน  โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนให้เกิดประโยชน์  ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้คนในชุมชนออกไปหา
.งานทำนอกท้องถิ่น จนทำให้ในชุมชนเหลือเพียงเด็กและคนชรา
           3. องค์การบริหารส่วนตำบล และส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัด  ควรดำเนินการจัดหาโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์สาธารณะให้เพียงพอกับประชาชนใน
ชุมชน โดยหน่วยงานผู้รับผิดชอบจะต้องคอยดูแลบำรุงรักษาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา
          4. เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ควรศึกษาหน้าที่ความรับผิดชอบตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนให้ชัดเจน   เมื่อลงพื้นที่เป้าหมายจะได้สามารถชี้แจงภารกิจของ
ตนต่อชุมชนได้ ในขณะเดียวกันควรเพิ่มความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาของชุมชนให้มากขึ้น  เช่น  พยายามติดต่อกับหน่วยต่างๆ ได้แก่ กรมประมง เพื่อขอรับ
บริจาคพันธุ์ปลา หรือบริษัทเอกชน เพื่อขอเมล็ดพันธุ์พืช เป็นต้น   เมื่อตัดสินใจดำเนินนโยบายใดๆ ลงไป   ควรชี้แจงเหตุผลของการตัดสินใจนั้นกับประชาชนในพื้นที่
เป้าหมายได้ทราบ    เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ควรปรึกษาหารือกับชุมชน เพื่อแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน     ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ควรเน้นการนำ
.วัตถุดิบและทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้เพื่อสร้างผลผลิตให้มากขึ้น    ตลอดจนการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ  เพื่อพัฒนาทักษะให้กับชุมชนในการเพิ่ม
ผลผลิต  อีกหน้าที่หนึ่งที่เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ควรกระทำคือ   การเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนแม่บทของชุมชน   หรือสนับสนุนให้มีการนำแผนแม่บทที่ได้จัดทำ
ไว้ไปปฏิบัติจริง ตลอดจนควรมีการติดตามประเมินผลและแจ้งผลจากการปฏิบัติตามแผนให้ชุมชนได้ทราบโดยทั่วกัน
    ข้อเสนอแนะด้านนโยบาย
               1. กอ.รมน. ส่วนกลาง  และ  กอ.รมน. ส่วนภูมิภาค  ควรพิจารณาปัญหาด้านงบประมาณให้สอดคล้องสภาพความเป็นจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชุด
ชปจ.  โดยพิจารณาสภาพทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่เป้าหมาย  วัฒนธรรมของชุมชน  และวิถีการดำรงชีวิตของชาวบ้านเป็นเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณ   ตลอดจน
ควรดำเนินการบริหารจัดการงบประมาณให้รวดเร็ว  เพื่อให้ทันต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. เช่น เจ้าหน้าที่ชุด ชปจ.  บางชุดต้องรับผิดชอบประชาชน
ในพื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นชนชาวเขา  ทำให้การเดินทางเข้าพื้นที่ทำได้ยากลำบาก ประกอบกับขาดงบประมาณด้านน้ำมันรถจึงทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่องหรือไม่ทั่วถึง
ทุกพื้นที่รับผิดชอบ หรือบางครั้งเจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ต้องรอการอนุมัติงบประมาณเป็นเวลานาน กว่าจะได้ดำเนินโครงการตามที่ได้ตกลงไว้กับชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านมี
ความคิดว่าเจ้าหน้าที่ชุด ชปจ. ไม่จริงใจในการให้ความช่วยเหลือ
           2. เพื่อให้ปัญหาความยากจนลดลงได้บ้าง หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนควรเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพ
ของประชาชนให้มากขึ้นเพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้    เช่น    กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย   กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานและ
สวัสดิการสังคม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น ทั้งนี้ กอ.รมน. ส่วนกลาง
และ กอ.รมน. ส่วนภูมิภาคควรทำความตกลงในระดับนโยบายเพื่อขอรับความช่วยเหลือกับองค์กรดังกล่าวไว้เป็นเบื้องต้นก่อน เพื่อให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ชุด ชปจ.
ทำงานได้สะดวกขึ้นเมื่อเช้าลงมือปฏิบัติงานในพื้นที่
           3. รัฐบาลควรเร่งดำเนินการจัดสรรที่ทำกินให้กับประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน   ตลอดจนเร่งออกเอกสารสิทธิ์ในที่ทำกิน   โดยดำเนินการอย่างมีแบบแผนเพื่อ
ป้องกันปัญหาที่ดินทำกินไปตกอยู่กับนายทุนหรือถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นซึ่งไม่ใช่เพื่อการทำกิน      ทั้งนี้ควรสร้างจิตสำนึกให้กับผู้ถือครองที่ดินให้สนใจที่จะทำนุ
บำรุงรักษาที่ดิน และทรัพยากรที่มากับที่ดินนั้นไว้ ตลอดจนให้โอกาสในการหาทางแก้ไขสำหรับผู้ที่ได้รับที่ดินทำกินไปแล้วนำไปใช้ประโยชน์อย่างไม่คุ้มค่า โดยให้ใช้
ความผิดพลาดที่ผ่านมาเป็นบทเรียน
           4. รัฐบาลควรแสดงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชน    โดยศึกษาปัญหาวิถีชีวิตชุมชน    ตลอดจนแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพ
ความเป็นจริง โดยสำรวจความต้องการของชุมชนก่อนการวางแผน และติดตามประเมินผลการแก้ไขปัญหาในเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนทุกครั้ง
          5. หน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตัวชี้วัดด้าน จปฐ. ควรเพิ่มความกระตือรือร้นในการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้มากขึ้น  เช่น
               5.1 กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ อสม. และสถานีอนามัยประจำหมู่บ้าน ควรดูแลให้ความรู้เรื่องการใช้ยาที่ถูกต้องเหมาะสมกับโรค ชนิดและ
                     สรรพคุณของยาชนิดต่างๆ ตลอดจนการดูแลรักษาสุขภาพ และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ ให้มากขึ้น
               5.2 องค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์การบริหารส่วนตำบล ควรดูแลเรื่องสภาพแวดล้อมของชุมชน ในประเด็นที่เป็นปัญหาของ จปฐ.  คือ  จะต้องทำให้
                     ครัวเรือน ปลอดจากสภาพมลพิษหรือมลภาวะในทุกๆ ด้าน เช่น ไม่เผานาข้าว ไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำ ลำคลอง ไม่ทิ้งกากสารเคมีที่เป็นพิษในชุมชน เป็นต้น
                     โดยชี้แนะให้เห็นถึงโทษที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน
               5.3 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย   กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม   กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ สถาบัน
                     พัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ควรเพิ่มหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะด้านอาชีพให้กับ
                      เด็กที่จบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี เพื่อให้สามารถใช้ความรู้ที่ได้รับมานั้นประกอบอาชีพจนสามารถพึ่งพาตนเองได้
               5.4 หน่วยงานด้านการเงิน  เช่น ธนาคารออมสิน  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  กลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้าน  เป็นต้น  ควรจูงใจให้ครัวเรือน
                     มองเห็นอนาคต โดยนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เพื่อจูงใจครัวเรือนให้รู้จักการเก็บออมเงินให้มากขึ้น
               5.5 บ้าน วัด โรงเรียน (บวร.) จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนให้เข็มแข็ง เช่น การปลูกฝังค่านิยมไทยให้เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปเข้าร่วมปฏิบัติ
                     กิจกรรมทางศาสนา ซึ่งการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาจะส่งผลต่ออนาคตของเด็กให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มองเห็นบาปบุญคุณโทษของการกระทำ
                     ความชั่ว ในขณะเดียวกันจะต้องใช้หลัก "บวร." ในการจูงใจให้ครัวเรือนร่วมใจกันเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้าน โดยใช้หลัก 5
                     ร่วมของกระบวนการชุมชนเข็มแข็ง  ได้แก่  ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมแก้ไขปัญหา ร่วมรับผิดชอบ และร่วมตรวจสอบ  เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาวิกฤตของ
                     หมู่บ้านให้หมดไปจนสามารถสร้างชุมชนให้มีความสุขได้
    ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
               1. ควรมีการศึกษาวิจัยประเมินผลโครงการการแก้ไขปัญหาความยากจนในรูปแบบกรณีศึกษา    โดยเลือกหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จและความล้มเหลวในการ
ดำเนินงานตามโครงการ อย่างละ 1 หมู่บ้านต่อภาค.           
          2. ควรศึกษาวิจัยวิธีการแก้ไขปัญหาความยากจนที่เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กอ.รมน. องค์การบริหารส่วนตำบล และภาคีที่เกี่ยวข้อง
          3. ควรศึกษาวิจัยการประเมินผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายการแก้ไขความยากจน   ได้แก่   ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจมหภาค  การเพิ่มศักยภาพและโอกาสของคนจน
การพัฒนาคุ้มครองทางสังคมและผู้ด้อยโอกาส การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการปรับปรุงการบริหารจัดการ