| |
การประเมินโครงการอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองแห่งชาติประจำปีงบประมาณ
2550 มีจุดประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของ
โครงการอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองแห่งชาติ (โครงการ อพป.) ประจำปีงบประมาณ
2550 ใช้เทคนิคการประเมินโครงการที่ประยุกต์มาจากแนวคิด
ของแฮมมอนด์ (Hammonds) โดยพิจารณาใน 3 มิติ คือ มิติบุคลากร
มิติการปฏิบัติงาน และมิติของสิ่งที่ต้องการประเมิน กลุ่มตัวอย่างคือ
ผู้ที่มีส่วน
ได้ส่วนเสีย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการอพป. 4 กลุ่ม ประกอบด้วย
1) ประชาชน
2) คณะกรรมการหมู่บ้าน
3)
เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับหมู่บ้าน
อพป. และ
4)
นิสิตและบัณฑิตโครงการเพชรในตม
ใช้วิธีสุ่มกลุ่ม ตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage Sampling)
คือ สุ่มจังหวัดได้ 15 จังหวัด ในแต่ละจังหวัดสุ่มหมู่บ้านได้ 2
- 4
หมู่บ้าน ในแต่ละหมู่บ้านสุ่มประชาชนประมาณ 14 คน เจ้าหน้าที่รัฐประมาณ
1 คน คณะกรรมการหมู่บ้าน 1 ชุด พร้อมทั้งให้นิสิตและบัณฑิตโครงการ
เพชรในตมที่เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลแสดงความคิดเห็นต่อหมู่บ้านที่ตนเก็บข้อมูล
การรวบรวมข้อมูลให้นิสิตและบัณฑิตโครงการเพชรในตมจำนวนทั้งสิ้น
21 คน เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาจาก
4 แหล่งคือ
(1)
ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากประชาชน 783 คน เป็นข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการหมู่บ้าน
อพป. ใน 3 ด้าน
ได้แก่ ความคิดเห็นต่อการดำเนินการในหมู่บ้าน อพป. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับงานรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน
(ชรบ.) และความคิดเห็นเพิ่มเติม
(2)
ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากคณะกรรมการหมู่บ้าน 71 ชุดเป็นข้อมูลใน 3 ด้านได้แก่
ความ คิดเห็นด้านการพัฒนาหมู่บ้าน ความคิดเห็น
ด้านการบริหารหมู่บ้าน และความคิดเห็นด้านการรักษาความ ปลอดภัยและป้องกันภัยหมู่บ้าน
(3)
ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากเจ้าหน้าที่รัฐ 56 คน
เป็นข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและแนวทางการพัฒนาหมู่บ้าน อพป. ตามทัศนะของ
เจ้าหน้าที่
(4)
ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากนิสิตและบัณฑิตโครงการเพชรในตม 21 คน
เป็นข้อมูลที่นิสิตและบัณฑิตฯแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ
หมู่บ้านที่ตนเก็บข้อมูล 56 หมู่บ้าน ใน 3 ด้าน ได้แก ่ ข้อมูลทั่วไปของหมู่บ้าน
ความคิดเห็นด้านการพัฒนาหมู่บ้าน อพป. ความคิดเห็นด้านบริการชุมชน
และความคิดเห็นด้านรักษาความปลอดภัยและป้องกันภัยหมู่บ้าน
หมายเหตุ ขณะเขียนรายงานยังมีข้อมูลจาก
4 จังหวัดรวม 14 หมู่บ้าน จากนิสิต/บัณฑิต 4 คน
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
ที่เก็บรวบรวมได้โดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
โดยวิเคราะห์ทั้งภาพ
รวมและจำแนกตามภาค สำหรับการจัดอันดับความสำคัญของ จุดเด่น-จุดด้อย โอกาส-ภาวะคุกคาม
(SWOT anlysis) ของหมู่บ้าน อพป. การปรับปรุง
และการพัฒนาหมู่ บ้านอพป. (สิ่งที่หมู่บ้านควรดำเนินการปรับปรุงโดยด่วน
และสิ่งที่หมู่บ้านควรพัฒนาในระยะยาว) นั้น ใช้การคำนวณค่าเฉลี่ย
จากนั้น
จึงจัดอันดับ 1 สำหรับค่าเฉลี่ยที่มีค่าน้อยที่สุด อันดับ 2 , 3
เรื่อยไปจนถึงอันดับสุดท้าย สำหรับค่าเฉลี่ยที่มีค่ามากขึ้นไปเรื่อยๆ
จนถึงค่าเฉลี่ยที่มีค่ามากที่
สุด การทดสอบสมมติฐานใช้การทดสอบ-ที (t-test for independent
samples) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนและคณะกรรมการ
หมู่บ้าน เกี่ยวกับการป้องกันภัยภายในหมู่บ้านอพป. และการทดสอบความแปรปรวนแบบนอนพาราเมตริกด้วยคัสคอล-วอลลิส
(The Kruskal-Wallis
One -Way Analysis of Variance Test) และทดสอบรายคู่โดยใช้ แมนน์-วิทนีย์
(The Mann- Whitney U Test) เพื่อเปรียบเทียบความคิด
เห็นของคณะกรรมการหมู่บ้านอพป. เจ้าหน้าที่ และนิสิตและบัณฑิตโครงการเพชรในตม
เกี่ยวกับจุดด้อย-จุดเด่น โอกาส-ภาวะคุกคามของหมู่บ้าน อพป.
ตลอดจนการปรับปรุงและการพัฒนาหมู่บ้าน อพป. สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
(Content analysis) ประมวลผลข้อมูล |
| |
สรุปผลการประเมิน |
| |
จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างทั้ง
4 กลุ่มอัน ได้แก่ ประชาชนและคณะกรรมการหมู่บ้าน อพป.ที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย
เจ้าหน้าที่
รัฐที่เกี่ยวข้องกับหมู่บ้านอพป. และนิสิต-บัณฑิตโครงการเพชรในตมที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่บ้านอพป.ในจังหวัดที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
ข้อสรุปที่เป็น
สารสนเทศ มีสาระสำคัญตามกรอบ แนวทางในการประเมินโครงการอพป. มีดังนี้
1.
ผลการพัฒนาโครงการอพป.ด้านการพัฒนาและบริการ
ผลการพัฒนาโครงการอพป.ด้านการพัฒนาและบริการ
ได้ข้อค้นพบว่า หมู่บ้านอพป.มีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั่วถึงและเพียงพอ
โดยประชาชนและคณะกรรมการต่างมีความเห็นว่าหมู่บ้านได้รับการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา
ทั้งในด้านระบบการคมนาคม ระบบ
สาธารณูปโภค การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และระบบสาธารณสุข ซึ่งผลการพัฒนาโครงการอพป.ด้านการพัฒนาและบริการมีการปรับปรุงมากขึ้นกว่า
2 ปีที่แล้ว
(เปรียบเทียบกับผลวิจัย ในปี 2549 และ 2548)
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในด้านฐานะทางเศรษฐกิจประชาชนส่วนใหญ่มองว่า
ครัวเรือนส่วนใหญ่มีฐานะทางเศรษฐกิจ พอกินพอใช้
แต่ไม่เหลือเก็บ และมีหนี้สิ้น เนื่องจากผลผลิตราคาตกต่ำ/คุณภาพไม่ดี
และ นำไปใช้ซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อการประกอบอาชีพ ดังนั้น ทำให้ประชาชนประสบ
ปัญหาในการประกอบอาชีพ คือ ขาดเงินลงทุน ราคาผลผลิตตก
ขาดความรู้ในการประกอบอาชีพและขาดแหล่งน้ำ แม้ว่าบางหมู่บ้านจะมีวิสาหกิจชุมชน
แต่ประชาชนมองว่าวิสาหกิจชุมชนไม่สามารถพึงตนเองได้
เจ้าหน้าที่และบัณฑิต/นิสิต
ต่างมองว่า คุณภาพชีวิตของประชาชนในหมูบ้าน
อพป. ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และ
ความปลอดภัยอยู่ในระดับปานกลาง
2.
ผลการพัฒนาโครงการอพป.ในด้านการรักษาความปลอดภัย
พบว่า
ผลการพัฒนาโครงการอพป.ในด้านการรักษาความปลอดภัย
ได้ข้อค้นพบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงาน ชรบ. ค่อน
ข้างต่ำ กล่าวคือ มีเพียงร้อยละ 53 ที่เห็นว่า มีการจัดสรรชุด ชรบ.ประจำ
หมู่บ้าน มีการจัดตั้งกองกำลังประชาชนประจำหมู่บ้าน นอกนั้นประชาชนมีความ
คิดเห็นไม่ถึงร้อยละ 50 ต่องานต่างๆของชรบ.โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนร้อยละ
27 และ 25 ที่มีความคิดเห็นว่า ในปีที่ผ่านมาและในปีนี้มีการอบรมให้
ประชาชนทราบถึงงาน ชรบ. และชุด ชรบ.จัดอบรมเรื่องความปลอดภัย ตามลำดับ
ซึ่งแสดงให้ เห็นว่าประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่องาน
ชรบ. ลดลงกว่าในปี 2549 และ 2548 ทั้งนี้จากการรายงานของนิสิตและบัณฑิตโครงการเพชรในตมที่เก็บข้อมูลโดยใช้บัญชีรายชื่อหมู่บ้านเป้าหมาย
(ฉบับแก้ไข) การฝึกจัดตั้ง/ทบทวนตามโครงการ อพป.แห่งชาติ ประจำปี 2550
พบว่า บางจังหวัดไม่ได้ดำเนินการฝึกทบทวน/จัดตั้งชุด ชรบ. ตามแผน
งานที่กำหนดจึงอาจทำให้ประชาชนมีความคิดเห็นต่องาน ชรบ.ในเชิงลบ
เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของ ชรบ. โดยเฉลี่ยพบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นเชิงลบมากกว่าคณะกรรมการ
โดยเฉพาะเรื่อง
ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุน การอบรมให้ความรู้ประชาชนถึงเรื่องการใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันหมู่บ้าน การแจ้งข่าว
และความ
ปลอดภัย การปฏิบัติการร่วมระหว่างกัน และการสร้างจิตสำนึกในเรื่องการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ
โดยสรุปเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของชุด
ชรบ. ประชาชนร้อยละ 70 เห็นว่า มีผลงานแต่ไม่เด่นชัด ส่วนคณะกรรมการร้อยละ
59 เห็น
ว่า มีผลงานแต่ไม่เด่นชัด และคณะกรรมการร้อยละ 39 เห็นว่า มีผลงานเด่นชัด
แม้ว่าหมู่บ้าน
อพป. มีการดำเนินงานจัดตั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) แต่ประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างกลับระบุว่า
ประชาชน
ส่วนใหญ่มีจิตสำนึกในด้านการเข้าร่วมกิจกรรมของงาน ชรบ.ในระดับปานกลางเท่านั้น
ขณะที่คณะกรรมการหมู่บ้านถึงร้อยละ 90 เห็นว่า ประชาชนมี
จิตสำนึกในเรื่องการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ โดยจัดตั้งกองกำลังประชาชนประจำหมู่บ้าน
ในเรื่องการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
ประชาชนและคณะกรรมการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับดีและดีมาก
รูปแบบและวิธีการดำเนินงานชองชุดชรบ.
ในอนาคต ประชาชนและคณะกรรมการเห็นว่า ควรปรับปรุงรูปแบบการดำเนินการของชุด
ชรบ. ทั้งนี้เพราะขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก ขาดผู้ประสานงานที่เข้มแข็ง ระบบงานล่าช้าไม่ทันกาล และระบบงานซ้ำซ้อน
ดังนั้นหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องควรทบทวนและปรับปรุงกรอบแนวคิดและแนวปฏิบัติ ระบบ
รูปแบบ และวิธีการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน
อพป.
ตลอดจน กลวิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้สามารถเข้าถึงและเข้าใจวิถีการดำเนินชีวิต
ศักยภาพ ข้อจำกัด และความต้องการจำเป็นของประชาชนใน
หมู่บ้านอพป. เพื่อให้ประชาชนตระหนักและเกิด จิตสำนึก และมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านของตนและของชาติ
3.
ผลการพัฒนาโครงการ อพป. ในด้านชุมชนเข้มแข็ง พบว่า
ผลการพัฒนาโครงการ
อพป. ในด้านชุมชนเข้มแข็ง ได้ข้อค้นพบว่า เจ้าหน้าที่ บัณฑิตและนิสิตต่างมองว่า
หมู่บ้าน อพป.มีความเข้มแข็ง
สามารถพึ่งตนเองในทางเศรษฐกิจและสามารถแก้ปัญหาของหมู่บ้านได้ในระดับปานกลาง
ส่วนในเรื่องการบริหารจัดการหมู่บ้านอพป. ประชาชน คณะ
กรรมการ เจ้าหน้าที่รัฐ บัณฑิตและนิสิต ต่างมองว่า คณะกรรมการหมู่บ้าน
อพป. เน้นการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมโดยยึดประชาชนเป็นหลัก มีการแบ่ง
งานกันทำ มีการจัดทำแผนชีวิตชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่การประชุมในหมู่บ้านเน้นหนักไปที่การแก้ปัญหา
การแจ้งข่าวสารของทางราชการ และการพัฒนา
หมู่บ้าน ตามลำดับ ปัญหาที่ประชาชนมักจะเสนอในการประชุม คือปัญหาการทำมาหากิน
รองลงไป คือ สาธารณสุข ความมั่นคง และภัยธรรมชาติ ตาม
ลำดับ
ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการแก้ปัญหาของคณะกรรมการหมูบ้าน
ทั้งนี้เพราะเน้นการมี ส่วนร่วมของประชาชน และคณะกรรมการ
ทุ่มเทและตั้งใจทำงาน และโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัย
ในปี 2549 และ 2548
กลุ่มตัวอย่างทั้ง
4 กลุ่ม มีความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายแห่งรัฐที่ควรปรับปรุงในเรื่องการบริหารจัดการหมู่บ้าน
อพป. สอดคล้องกัน
(เหมือนปี 2549) ดังนี้
1)
ควรปรับปรุงรูปแบบการประสานงานระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับหมู่บ้าน
อพป.
2)
ควรปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ
3)
รูปแบบของคณะกรรมการบริหารหมู่บ้านฝ่ายต่างๆ
4)
การจัดหมู่บ้านอพป. ออกเป็นกลุ่มพื้นที่พิเศษเฉพาะกรณี (Zoning)
ประชาชนและคณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่า
หมู่บ้านมีความสงบสุข แต่เจ้าหน้าที่และนิสิตและบัณฑิตกลับเห็นว่า หมู่บ้านมีความสงบ
สุขน้อย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะมีภัยคุกคามจากภายนอก แต่อย่างไรก็ตาม
เจ้าหน้าที่ของรัฐ และนิสิต-บัณฑิตโครงการเพชรในตมมีความคิดเห็นว่า
หากเกิด
เหตุการณ์ที่กระทบต่อความ มั่นคงของชาติ ประชาชนในหมู่บ้าน อพป. จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้
เป็นเพราะประชาชนมีความสามัคคี ชุมชนเข้มแข็ง
มีการจัดชุดชรบ.อยู่เวรยาม และมีผู้นำและคณะกรรมการหมู่บ้านที่เข้มแข็ง
4.
การวิเคราะห์จุดเด่น - จุดด้อย โอกาส-ภาวะคุกคาม
(SWOT anlysis) ของหมู่บ้านอพป.
ผลวิจัยพบว่า
คณะกรรมการหมู่บ้านอพป. เจ้าหน้าที่ นิสิตและบัณฑิตโครงการเพชรในตม มีมุมมองค่อนข้างเหมือนและแตกต่างกันบ้าง
เกี่ยวกับจุดเด่น- จุดด้อย โอกาส- ภาวะคุกคามของหมู่บ้านอพป. ดังนี้
หมู่บ้าน
อพป.มีจุดเด่น คือ
1) ชุมชนมีความสามัคคี พึงตนเองได้
2) ผู้นำและคณะกรรมการหมู่บ้านทำงานเป็นระบบ
3)
มีการจัดระบบรักษาความปลอดภัย
4)
มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
5) หมู่บ้านมีขนาดเล็กทำให้ดูแลได้ทั่วถึง และ
6) มีการประสานงานกับภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ
จึงทำให้สามารถแก้ปัญหาและช่วยกันรักษาความปลอดภัยได้
ช่วยลดภาระการดูแล หมู่บ้านตามแนวชายแดนของรัฐ
แต่อย่างไรก็ตาม
หมู่บ้าน อพป.มีจุดด้อย คือ
1)
ประชาชนส่วนใหญ่ยากจนและขาดการศึกษา
2) ขาดระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ
3)
ระชาชนมีปัญหาสุขภาพและการวางแผนครอบครัว
4)
ขาดแคลนอาวุธป้องกันตนเองของหมู่บ้าน
5)
ประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าใจกัน และ
6)
ปัญหาอาชญากรรมและ ยาเสพติด
ซึ่งนับเป็นปัญหาที่ควรต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ส่วนปัจจัยภายนอกที่เกื้อหนุนหรือเป็นโอกาสของหมู่บ้านอพป.
คือ
ประการแรก รัฐให้ความสำคัญและมีนโยบายสนับสนุน ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยในปี
2549
ประการที่สอง
เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
ประการที่สาม เกิดแหล่งท่องเที่ยว
ประการที่สี่ เจ้าหน้าที่และประชาชนมีความใกล้ชิดและเข้าใจกัน
ประการที่ห้า
การเดินทางระหว่างประเทศสะดวก และ
ประการที่หก มีการค้าเสรีตามแนวชายแดน ประชาชนมีรายได้ดี
ส่วนปัจจัยภายนอกที่เป็นความเสี่ยงหรือเป็นภาวะคุกคามของหมู่บ้านอพป.
คือ
ประการแรก
หมู่บ้านอพป. เป็นแหล่งหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าว
ประการที่สอง
การทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ
ประการที่สาม
อยู่ห่างไกล การติดต่อสื่อสารไม่สะดวก
ประการที่สี่ เป็นเส้นทางขนยาเสพติด
ประการที่ห้า
ปัญหาอาชญากรรม เกิดการลักขโมยโดยคนต่างถิ่น และ
ประการที่หก
ปัญหาโรคระบาดและโรคติดต่อตามแนวชายแดน
ซึ่งผลการจัดอันดับในปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้วที่จัด
อันดับแรกคือ
หมู่บ้านอพป.เป็นเส้นทางขนยาเสพติด
อันดับสองคือ
การทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ
ข้อค้นพบเกี่ยวกับการวิเคราะห์จุดเด่น-จุดด้อย
โอกาส-ภาวะคุกคามของหมู่บ้านอพป. ดังกล่าวพบว่า หมู่บ้านอพป.
มีพัฒนาที่ดีขึ้นโดย
พิจารณาจากจุดเด่นที่มีประเด็นในเรื่องของ ผู้นำและคณะกรรมการหมู่บ้านทำงานเป็นระบบ
มีการจัดระบบรักษาความปลอดภัย เป็นจุดเด่นอันดับ 2 และ3
ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามพบว่าส่วนจุดด้อยของหมู่บ้านอพป. ไม่แตกต่างจากผลวิจัยในปี
2549 และ 2548 และปัจจัยที่เป็นภาวะคุกคามมีความรุนแรง
อันได้แก่ หมู่บ้านอพป. เป็นแหล่งหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าว
มีการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ หมู่บ้านอพป. อยู่ห่างไกล
ติดต่อสื่อสารไม่
สะดวก เป็นเส้นทางขนยาเสพติด มีปัญหาอาชญากรรม เกิดการลักขโมยโดยคนต่างถิ่น
และมีปัญหาโรคระบาด และโรคติดต่อตามแนวชายแดนจึงควร
เตรียมประชาชนให้พร้อมรับและไหวทันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันแก้ไขปรับปรุงจุดด้อย
และร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่
มู่บ้าน อพป.ให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะนำและพัฒนาตนเอง อันจะทำให้เกิดความมั่นคงและการอยู่เย็นเป็นสุขตามแนวชายแดน
5.
การปรับปรุงและการพัฒนาหมู่บ้าน อพป.
คณะกรรมการฯ
เจ้าหน้าที่รัฐ และนิสิต-บัณฑิตฯ มีการจัดอันดับไม่แตกต่างกัน โดยเห็นว่า
สิ่งที่ควรแก้ไขปรับปรุงหมู่บ้าน อพป. โดย
เร่งด่วน 3 อันดับแรกคือ
1) การส่งเสริมและการสร้างอาชีพ
2)
แหล่งน้ำเพื่อการประกอบอาชีพ และ
3)
ระบบการคมนาคม
ซึ่งล้วนเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตและการอาชีพ
ส่วนสิ่งที่ควรพัฒนาในระยะยาว
3 อันดับแรกคือ
1) การพัฒนาการศึกษา
2)
การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และ
3)
การพัฒนาการอาชีพและวิสาหกิจชุมชน
ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับผลวิจัยการประเมินโครงการอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองแห่งชาติ
ประจำปี พ.ศ.2549 และ 2548 ดังนั้น
รัฐควรมีนโยบายและมาตรการป้องกัน แก้ไข และพัฒนาทั้งระยะสั้น ระยะกลาง
และระยะยาว อย่างเป็นระบบโดยบูรณาการโครงการ/กิจกรรมต่างๆ
ใน
ลักษณะองค์รวม
|
| |
ข้อเสนอแนะ |
| |
1.
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1.1
แนวนโยบายแห่งรัฐ: ควรมีแผนยุทธศาสตร์รองรับโครงการหมู่บ้านอาสาพัฒนาและ
ป้องกันตนเองแห่งชาติ ซึ่งอาจแบ่งหมู่บ้านอพป.ออกเป็นกลุ่มพื้นที่พิเศษเฉพาะกรณี
(Zoning) เช่นหมู่บ้านอพป.ที่ติดชายแดน หมู่บ้านอพป.ที่อยู่ห่างไกล
/ภูเขาสูง หมู่บ้านอพป.ที่เป็นแหล่งค้าของผิดกฎหมาย/ยาเสพติด การหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
เพื่อจะได้วางแผนงาน โครงการหรือกิจกรรมลง
สู่การปฏิบัติ
1.2
ควรมีแผนพัฒนาหมู่บ้านอพป.ทั้งแผนระยะยาวและแผนระยะสั้น
1.2.1
แผนระยะยาว: ควรมีแผนพัฒนาหมู่บ้านอพป.ระยะยาวในลักษณะเชิงบูรณาการอย่างเข้มข้น
ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ดังนี้
-
แผนพัฒนาการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และและตามอัธยาศัย เพื่อให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
และควรให้
ความสำคัญกับการจัดการศึกษาก่อนวัยเรียน
การพัฒนาครอบครัวหรือครอบครัวศึกษา เพื่อปลูกฝังความเป็นไทย และ เพื่อ
ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
-
แผนเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ควรสร้างเครือข่ายความมั่นคงและความปลอดภัยทั้ง
ในระดับหมู่บ้าน
ระดับพื้นที่ และระดับจังหวัด
-
แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตและการอาชีพ ควรจัดทำแผนแบบบูรณาการโดยถือเป็นภาระหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง
ในระดับจังหวัด
โดยคำนึงถึงความต้องการจำเป็นของประชาชน สภาพแวดล้อมทางกายภาพ สภาวะทางสังคม
ทาง
เศรษฐกิจ
และทางการเมือง ตลอดจนด้านความมั่นคง
สำหรับหมู่บ้านอพป.ที่ติด/ใกล้ชายแดน
หมู่บ้านอพป.ที่ชุมชนมีวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น ควรจัดหาและเตรียมเจ้าหน้าที่รัฐที่มี
คุณลักษณะพิเศษที่เข้าใจบริบททางสังคมและวัฒนธรรม และมีความสามารถในการสื่อสารภาษาถิ่นหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหมู่บ้านอพป.
ควรวางแผนแม่บทและประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และควรมีหน่วยงานกลางทั้งในระดับจังหวัดและระดับชาติ
คอยกำกับติดตามและประเมินผลการ
ปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นและคณะกรรมการหมู่บ้านอพป. อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นการดำเนินงา
นและเพื่อรับทราบปัญหา และ
อุปสรรค
1.2.2
แผนระยะสั้น: ควรจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน อพป.ระยะสั้น โดยจำแนกหมู่บ้านอพป.
ตามวิกฤตของปัญหา เช่น วิกฤตด้าน
ความมั่นคงทางการเมือง/การทหาร
วิกฤตด้านอาชญากรรม วิกฤตด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรม
วิกฤตด้านคุณภาพชีวิต/
ด้านเศรษฐกิจ และวิกฤตของแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง
ทั้งนี้เพื่อจะได้จัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยควรคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรภาคประชาชนในหมู่บ้านอพป.เป็นสำคัญ
นอกจากนี้ควรฝึกอบรม
อย่างเข้มข้นแก่เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงานในโครงการหรือกิจกรรมของหมู่บ้านอพป.
2.
ข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยปฏิบัติ
2.1
การบริหารจัดการหมู่บ้านอพป. : ควรปรับปรุงดังนี้
1) การประสานระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหมู่บ้านอพป.
ควรเน้นย้ำเรื่องการสื่อสารสองทางเพื่อสร้าง
ความเข้าใจที่ดีต่อกัน
2)
ระบบการบริหารจัดการหมู่บ้านอพป. และ
3)
รูปแบบคณะกรรมการฝ่ายต่างๆของหมู่บ้านอพป. ให้มีประสิทธิภาพและทันเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น
อีกทั้งควรสอดคล้องกับความ
ต้องการจำเป็นของประชาชนและสภาพชุมชนในหมู่บ้านอพป.
โดยอาจจัดในรูปเครือข่ายทั้งแบบที่เป็นทางการและแบบไม่เป็น
ทางการ
นอกจากนี้ควรเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกระดับ
2.2 การรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านอพป. : ควรปรับปรุง
1) ปรับปรุงระบบ ชรบ. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาจคัดเลือก/คัดสรรผู้นำชรบ.ที่อุทิศตนให้กับงานส่วนรวม
2)
การจัดฝึกทบทวน ชุดชรบ. อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างทั่วถึง
มิใช่เฉพาะกลุ่ม ดังนั้น
การฝึกควรสร้างความตระหนัก
ความรู้สึกเป็นเจ้าของ และจิตสำนึกในการรักษ์แผ่นดินเกิดควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติ
และ
3)
หน่วยงานรัฐควรปฏิบัติตามแผนงานที่กำหนดเกี่ยวกับการฝึกทบทวนและการฝึกจัดตั้งหมู่บ้านอพป.
ให้เป็นระบบและมี
ประสิทธิภาพ และควรแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่/หมู่บ้านทราบทั่วกันเพื่อเตรียมการล่วงหน้า
2.3
การสร้างระบบกำกับติดตาม: ควรดำเนินการดังนี้
1) ควรสร้างระบบเยี่ยมเยียน สอดส่องดูแล และให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการหมู่บ้านอพป.
2)
จัดตั้งกลุ่มและเครือข่ายต่างๆ ของหมู่บ้านอพป. โดยเน้นความต้องการจำเป็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน
ซึ่งอาจกระทำใน
รูปเครือข่ายเฉพาะทาง
เช่น การพัฒนาอาชีพ การจัดการศึกษา เป็นต้น
หรือเครือข่ายเชิงบูรณาการ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐระดับ
ท้องถิ่น
และผู้รู้ในหมู่บ้าน(เช่น บัณฑิตเพชรในตม ผู้นำท้องถิ่นทั้งแบบที่เป็นทางการและแบบไม่เป็นทางการ)
เป็นผู้ประสานงาน
กำกับ ติดตาม
3)
ระบบเพื่อนบ้านร่วมแบ่งปันเป็นระบบที่หมู่บ้านอพป.ที่อยู่ใกล้กันช่วยเหลือเกื้อกูลกันในด้านต่างๆ
ตลอดจนร่วมกันป้องกันภัย และ
4)
ใช้การติดต่อสื่อสารในหลายทาง โดยอาจใช้โทรศัพท์ เช่น เปิดสายด่วน (
hotline) ระบบอินเตอร์เนต ทั้งนี้เพื่อการติดต่อ
ประสานงานและสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนเป็นไปอย่างฉับไว
2.4
ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน: ควรปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในหมู่บ้านอพป.
ให้มีประสิทธิภาพ อันได้แก่ ระบบน้ำเพื่อ
การเกษตร ระบบประปาหมู่บ้าน ระบบคมนาคม และระบบการสื่อสาร ทั้งนี้เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน
2.5
เศรษฐกิจและการอาชีพ: ควรส่งเสริม/ พัฒนาอาชีพและวิสาหกิจชุมชนต้องสามารถช่วยลดระดับความยากจนของประชาชน
โดยควรสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และบริบทของวัฒนธรรมในท้องถิ่น
ทั้งนี้ไม่ควรเน้นการเพิ่มรายได้แต่เพียงอย่างเดียว หาก
แต่ควรเน้นการลดรายจ่ายและการออมควบคู่กันไป ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2.6
การจัดการศึกษา: ควรพัฒนาระบบการจัดการศึกษาสำหรับบางหมู่บ้านที่อยู่ตามชายแดนหรือใกล้ชายแดน
โดยควรจัดครูที่มีความ
รู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของประชาชนในหมู่บ้านนั้น ๆ นอกจากนี้ครูควรได้รับการฝึกอบรมการสอนสำหรับชนกลุ่มน้อย
การสอนแบบรวมชั้น
(สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูไม่ครบชั้น) การสอนที่เน้นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น
เป็นต้น นอกจากนี้ควรใช้ระบบการศึกษาทางไกล
ผ่านดาวเทียม มิใช่แต่เพียงเสริมการเรียนรู้ในระบบเท่านั้น หากแต่เป็นไปเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกวัย
นอกจากนี้ควรเพิ่มโอกาสทาง
การศึกษาแก่เยาวชนในหมู่บ้านอพป.ให้ได้รับการศึกษาอย่างเต็มศักยภาพ โดยควรจัดสรรทุนอุดหนุนการศึกษา
2.7
การสาธารณสุข: ควรเตรียมประชาชนหมู่บ้านอพป. ให้รู้จักและปฏิบัติตนตามหลักสุขอนามัยจนเป็นกิจนิสัยรู้จักป้องกันโรคติดต่อ
และโรคระบาดตามแนวชายแดน
3.
ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
3.1
การวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาหมู่บ้านอพป.
1) ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานหมู่บ้าน อพป.ในด้านต่างๆ
โดยจำแนกตามเขตพื้นที่/ภูมิภาค/ลักษณะของหมู่บ้าน (เช่นหมู่บ้านฝึกทบทวนหรือหมู่บ้านจัดตั้งใหม่)
หรือตามคุณลักษณะพิเศษ
2) ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดและแนวทางการพัฒนาหมู่บ้าน อพป.ที่ควรจะเป็นในทัศนะของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
(stakeholders)
3) ควรทำวิจัยเชิงพัฒนาเพื่อแสวงหารูปแบบการบริหารจัดการหมู่บ้าน อพป.
การทดลองใช้และการประเมินประสิทธิภาพของรูป
แบบการบริหารจัดการหมู่บ้าน
อพป.
3.1
การวิจัยเกี่ยวกับหมู่บ้านอพป.
1) ควรมีการศึกษาถึงผลกระทบของการพัฒนาทางเศรษฐกิจว่ามีส่วนสัมพันธ์หรือส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางจิตและคุณภาพ
ชีวิตของประชาชนมากน้อยเพียงใด
2) ควรมีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับวิถีชีวิตของประชาชนในหมู่บ้าน
อพป.ที่อาจมีลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรม หรือที่มี
วัฒนธรรมและความเชื่อพิเศษ ตลอดจนแนวคิดของประชาชนในหมู่บ้านอพป.ในเรื่องของความเป็นรัฐไทย
และความเป็นไทย
3) ควรทำวิจัยเชิงพัฒนาเพื่อพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้สำหรับเยาวชนและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านอพป.
ที่มีคุณลักษณะเฉพาะ
ด้านวัฒนธรรม |
| |
|